เหนื่อย..แต่ชื่นใจ

posted on 22 Feb 2009 02:41 by kiennews

                        รูปล่าสุดวันนี้เลย พ่อไม่เคยอยู่เฉย ต้องหาอะไรทำเสมอ

 

                   ได้พรจากพี่จิก ประภาสผ่านมาทาง Msn ของเพื่อนเก่าแก่คนหนึ่ง พี่จิกเขียนข้อความอวยพร ผู้คนที่อยู่ในเว็บไทยมุง.. ว่า " ขอให้ได้ทำงานที่เหนื่อย แต่ชื่นใจ " เป็นข้อความง่าย ๆ ที่ได้ความหมายดีจริง ๆ

                    ทำให้ได้คิดว่าตลอดทางจนถึงตอนนี้เราได้อยู่กับสิ่งที่ทำแล้ว "ชื่นใจ" แล้วหรือยัง

                            ผมมักจะจดจำถ้อยคำดี ๆ จากพี่จิกได้ยาวนาน

                          ยาวนาน เพราะมันสั้นกระชับ แสนประทับใจ

                   เคยได้อ่านข้อเขียนพี่จิกเรื่องหนึ่งจั่วหัวไว้ประมาณว่า "ทั้งงานทั้งเล่น ล้วนเป็นอันเดียว"

ผมว่าถ้อยคำดี ๆ เหล่านี้ จดจำให้ขึ้นใจ ท่องไว้ ใช้เป็น "คาถา" รักษาใจได้เป็นอย่างดี

 คาถา ไม่เห็นต้องเป็นคำบาลี คำเขมรเลย ถ้าถ้อยคำเหล่านั้น มีพลังเพียงพอที่จะเปลี่ยนแปลง กระตุ้นเตือน ขับเคลื่อนชีวิต ให้หันทิศทางไปได้ดี

.......................................

                       มองตัวเองตอนนี้ ผ่านเวลาสี่ปีที่กรุงเทพ ผ่านงานมาหลากหลายพอสมแก่ใจ เมื่อวันวัยล่วงไปหันมาดูตัวเองอีกทีก็ผ่านอายุสามสิบมาแล้ว เพื่อนวัยเดียวกันบางคนเป็นเจ้าของกิจการ มีลูกเต้าเล่าเรียนกันไปถึงไหนแล้ว..

                     วันนี้ผมตัดสินใจที่จะกลับมาอยู่เป็นเพื่อนพ่อกับแม่ที่บ้าน โยนทิ้งการงานที่เป็นความทรงจำมากมาย..ไว้ที่กรุงเทพ เป็นการตัดสินใจที่ง่ายมาก ... เมื่อได้เห็นสภาพพ่อที่นอนเตียงโรงพยาบาลเข้าออกห้อง ไอซียู ร่วมสองเดือน

                    ใครอยู่ในสถานะการณ์เดียวกันกับผมตอนนั้น ไม่จำเป็นต้องใช้คุณธรรมล้ำลึกอะไรก็น่าจะคิดได้ ผมคงไม่สามารถปล่อยพ่อ และแม่ให้รู้สึกเดียวดายได้มากกว่านี้

                     มาคิดดูว่าเราอาจจะโชคดี ที่เงื่อนไขชีวิตไม่ได้บีบรัดมาก เพราะพี่ชายก็ยังคงเป็นกำลังหลักช่วยค่ารักษาตัวพ่อได้ เพราะพี่ชายทำงานการไฟฟ้าฯ บางคนอาจเลือกไม่ได้อย่างผม และต้องทนทำงานต่อไป เพราะไม่รู้กลับมาจะมีเงินพอเลี้ยงครอบครัวไหม..

                    คงอย่างที่พ่อมักจะพูด "มันต่างกรรม ต่างวาระกัน เอาน่า อย่าไปคิดมาก"

                พ่ออายุใกล้เจ็ดสิบ ผ่านโลกมามาก และน่าจะปลงตกกับหลายเรื่องได้แล้ว ผมน่าจะเชื่อพ่อบ้าง 

                ตอนนี้ผมกลับมาและกำลังปรับตัวให้เข้ากับจังหวะใหม่ของชีวิตที่บ้านเก่าของตัวเอง

              ที่กรุงเทพฯ หลังเลิกงานผมจะไปเล่นบอลที่โรงเรียนใกล้ ๆ ไปกับเพื่อนที่ทำงานเคียงบ่าเคียงใหล่จนไว้ใจกัน เพื่อนที่สอนให้ผมรู้จักลูกฟุตบอลมากกว่าทั้งชีวิต..ที่เคยเอาแต่เข้าห้องสมุด และดูบอลผ่านหน้าจอทีวี มันทำให้ผมมีความสุขมากขึ้นกับชีวิตในเมืองหลวง บางทีเรื่องงานก็ไม่ได้ทำให้เรามีความสุขได้เท่าเรื่องคนที่ต้องติดต่อสัมพันธ์กัน มีความสัมพันธ์อันดี.. ชีวิตก็ดีไปด้วย

                  ปัญหาหนักหน่วงของผู้คนที่นี่ เท่าที่แวดล้อมตัวก็ไม่พ้นเรื่องคนต่อคนทั้งนั้น คนทำให้หนักใจได้มากกว่างาน ทำงานหนัก..เหนื่อยนัก พักก็หาย แต่เหนื่อยใจเพราะคน ทนไปได้ก็ยังฝังใจ หลับก็อาจฝันร้าย คลี่คลายปมไม่ได้ก็ไม่สบายใจสักที&nb